รายงานผลการวิจัยในห้องเรียน2

รายงานผลการวิจัยในห้องเรียน
ผลกระทบการใช้ระเบียบวิธีฟังแล้วว่าตามต่อทักษะการฟังและการพูดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
 
(The Effects of Audio-lingual Teaching Method on the Freshman Students’ Listening and Speaking Skills at South-East Asia University)
 
ผศนพรัตน์    ธนานุรักษากุล
 
บทคัดย่อ
 
 งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบผลกระทบของการใช้ระเบียบวิธีฟังแล้วว่าตามต่อ
ทักษะการฟังและการพูดของนักศึกษาชั้นปีที่ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และเพื่อศึกษาเจตคติของ
นักศึกษาต่อการเรียนทักษะการฟังและการพูดตามแนวการสอนระเบียบวิธีฟังแล้วว่าตาม กลุ่ม
ทดลองประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ สาขาการตลาด คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และการจัดการทรัพยากร
มนุษย์ จำนวน  80  คน  ซึ่งลงทะเบียนเรียนวิชา  300303 ภาษาอังกฤษ 2  (ทักษะการฟังและการพูด)
กับผู้วิจัยในภาคการศึกษาที่ 2/2546 ขั้นตอนการทดลองเริ่มจากสัปดาห์แรก ผู้วิจัยทดสอบนักศึกษา
ด้วยแบบทดสอบสมิทธิภาพทั่วไปสำหรับทักษะการฟังและการพูด (Pre-test) ตามด้วยแบบทดสอบ
การฟังย่อยที่ 1, 2, 3 และ ในสัปดาห์ที่ 4, 6, 11 และ 14 ตามลำดับ ในสัปดาห์ที่ และ 15 นักศึกษา
สอบทักษะการพูดกลางภาค  และทักษะการพูดปลายภาค ตามลำดับ  หลังจากนั้น   ในสัปดาห์ที่ 16
นักศึกษาทดสอบแบบทดสอบสัมฤทธิ์ผลสำหรับทักษะการฟังและการพูด (Post–test) รวมทั้งกรอก
แบบสำรวจเจตคติที่มีต่อการเรียนทักษะการฟังและการพูดตามแนวการสอนระเบียบวิธีฟังแล้วว่าตาม
 
 ผลการวิจัยปรากฏว่า การสอนตามแนวระเบียบวิธีฟังแล้วว่าตามมีผลต่อทักษะการฟัง
และการพูดของนักศึกษาชั้นปีที่  1    มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ อย่างมีนัยสำคัญ  (p = 0.05)  โดย
คะแนนผลการสอบ Post–test สูงกว่าคะแนนผลการสอบ Pre–test  นักศึกษามีเจตคติที่ดีต่อการเรียน
ทักษะการฟัง และการพูดภายหลังการเรียนตามแนวระเบียบวิธีฟังแล้วว่าตาม โดยค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 3.51 – 4.50
 

Abstract

 
 The objectives of the research were to study how much the audio-lingual method
has an impact on freshman students’ listening speaking skills at South-East Asia
University, and to investigate the attitudes of the students towards the audio–lingual
teaching method.  The subjects were 80 students majoring in Marketing, Business
Computer, and Human Resource Management, taking the 300303 English 2 (Listening
and Speaking Skills) Course with the researcher during semester 2/2003.  The
experimental process began with a listening and speaking pre-test in the first week of the
semester, and formative listening tests 1, 2, 3 and 4 in weeks 4, 6, 11, and 14,
summative listening test in week 15.  In week 16, the last session of the semester, the
students both took the listening and speaking post-test and completed the attitude
questionnaire.
 
 The research outcome revealed the significant effects on the students’ listening
and speaking skill at South-East Asia University employing the ALM (p = 0.05), as the
post-test scores of their listening and speaking skill are higher than that of the pre-test’s.
It also showed that the students had positive attitudes towards the ALM, since mean
equaled 3.51-4.50.
 

ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย

 
 ในประเทศไทย ผู้คนใช้ภาษาอังกฤษภาษาต่างประเทศไม่ใช่ภาษาที่สอง เนื่องจากไม่ได้มี
การใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (Cook, 1991: 5) แต่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดต่อทำธุรกิจ
ระหว่างประเทศ หรือสื่อสารเฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม การศึกษาภาษาอังกฤษนี้มีอยู่ในหลักสูตรที่
นักเรียนไทยจำเป็นต้องศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา และถึงแม้ว่า
ระยะเวลาที่ศึกษาจะเป็นช่วงเวลาที่นานหลายปี แต่ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการ
เรียนภาษาอังกฤษดังกล่าว ในหัวข้อ การสำรวจความต้องการของผู้สอนภาษาอังกฤษและนิสิต/
นักศึกษาในการศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ” โดย รศ.รสสุคนธ์
และคณะ (2545 : 8 – 9) พบว่า
 
 1.      ขาดผู้สอนที่มีคุณภาพ
 2.      ขาดแรงจูงใจในการเรียน
 3.      ขาดหนังสือคู่มือการสอนที่ได้มาตรฐาน
 4.      ขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน
 5.      มีหลักสูตรที่ยังไม่ได้มาตรฐานที่ดีพอ
 
 ด้วยเหตุผลนี้ การสังเกตการณ์เกี่ยวกับวิธีการเรียนภาษาต่างประเทศของนักศึกษาว่ากลวิธีการ
เรียนการสอนแบบใดจะมีความเหมาะสมกับนักศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนำมาปรับปรุง
พัฒนานักศึกษาให้เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (Cook, 1991: 5)
 
 จากการสอนนักศึกษาชั้นปีที่ วิชา 300302 ภาษาอังกฤษ 1 (ทักษะการฟังและการพูดสาขา
ภาษาอังกฤษธุรกิจ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ บัญชี ธุรกิจคอมพิวเตอร์ ทรัพยากรมนุษย์ และ
สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในห้องปฏิบัติการภาษาคอมพิวเตอร์ ในภาคการศึกษาที่ 1/2546
พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ แต่สนใจเพียงแค่จะทำ
ข้อสอบให้ผ่านเท่านั้นโดยไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกฝนทักษะการฟังและการพูดว่า
ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษมีความสำคัญต่อหน้าที่การงานในอนาคตข้างหน้ามากในโลก
ปัจจุบันนี้ (Cook, 1991: 109 – 110)  นักศึกษาจึงให้ความสนใจที่จะฟังภาษาอังกฤษจากเทป หรือ
ผู้สอนไม่มากเท่าที่ควร รวมทั้งไม่ได้ให้ความสนใจที่จะฝึกภาษาเป็นคู่หรือกลุ่มย่อยที่จัดให้ เมื่อถึง
เวลาช่วงให้ฝึกการถามและตอบกับผู้สอน นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่กล้าเกิดความประหม่า เพราะกลัว
พูดผิด ในที่สุดความเข้าใจในตัวภาษาและผลงานที่ออกมาจึงไม่ดีเท่าที่ควรโดยดูจากผลสอบกลาง
ภาคและปลายภาค
 
 นอกเหนือจากการเรียนการฟังและการพูดภาษาต่างประเทศในห้องปฏิบัติการ
ภาษาคอมพิวเตอร์และลักษณะธรรมชาติโดยทั่วไปของนักศึกษาไทยโดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยเอเชีย
อาคเนย์แล้ว การนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบและต้องชวนให้น่าสนใจไม่ว่าจะ
เป็นคำศัพท์ หรือโครงสร้างประโยคที่ถูกต้องนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมี ดังนั้นระเบียบ
วิธีการสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟังแล้วว่าตาม  (Audio–lingual Teaching Method)  นับได้ว่า
เป็นวิธีหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษา (Phinit-Akson, 2002; Estarda and Streiff, 2002; Wu,
2002) เนื่องจากการใช้ระเบียบวิธีดังกล่าวกับการเรียนการสอนจะช่วยควบคุมการเรียนภายใน
ห้องเรียน โดยที่นักศึกษาเรียนภาษาจากแผ่นซีดี ซึ่งมีภาพประกอบการเรียน และฝึกบทสนทนา ตาม
สถานการณ์ต่างๆ หลายๆ ครั้ง โดยตลอดระยะเวลาของการเรียน นักศึกษาจะได้รับความช่วยเหลือ
จากอาจารย์ หากมีข้อสงสัยใดๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาสนใจที่จะเรียนรู้ภาษาและบท
สนทนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงได้เลือกนำแนวการสอนระเบียบวิธีดังกล่าวนี้มาใช้กับวิชา
300303 ภาษาอังกฤษ 2 (การฟังและการพูดในภาคการศึกษาที่ 2/2546
 

วัตถุประสงค์

 
 1.      เพื่อทดสอบผลการใช้กลวิธีการสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม ว่ามีอิทธิพลต่อการเรียนวิชา 300303 ภาษาอังกฤษ 2 (การฟังและการพูดหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด
 2.      เพื่อศึกษาเจตคติของนักศึกษาต่อการเรียนวิชา 300303 ภาษาอังกฤษ 2 (การฟังและการพูดที่ใช้กลวิธีการสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม
 

พลวิจัย

 
 นักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ   การตลาด    และการจัดการทรัพยากรมนุษย์   
จำนวน 80 คนโดยศึกษาวิชา 300303 ภาษาอังกฤษ 2 (ทักษะการฟังและการพูดกับผู้วิจัย ระหว่างภาค
การศึกษาที่ 2/2546
  

สรุปกรอบความคิดระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม

 
 การสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตามนี้จะให้ความสำคัญกับ บทสนทนา
(dialogs) การฝึก drills การเลียนแบบการออกเสียงและจดจำ (mimicry-memorization) ซึ่งเน้นการ
ออกเสียงให้ถูกต้องและเสริมแรงหนุนด้านบวกให้กับผู้เรียนด้วยการกล่าวคำชม (Positive
reinforcement) (Harmer, 2001 : 79) โดยทั่วไปเริ่มจากการสอนบทเรียนจากบทสนทนา (Celec-
Murcia, 1991 : 6; Richard-Amato, 1988 : 10-11; Krashen, 1987: 129)  เช่น   บทสนทนาที่
เกิดขึ้นภายร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต และการเปิดบัญชีที่ธนาคาร เป็นต้น บทสนทนาดังกล่าวจะมีการ
แทรกคำศัพท์ใหม่ๆ เป็นบางคำเท่านั้นเพื่อให้ผู้เรียนเพ่งความสนใจไปที่การควบคุมด้านโครงสร้าง
อย่างเดียว โดยผู้เรียนฟังบทสนทนาจากเทป แผ่นซีดี หรือจากผู้สอน และพูดซ้ำตาม  ทีละคำ ทีละวลี
หรือทีละประโยค จนกระทั่งผู้เรียนพูดได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว จึงเรียนคำ วลี หรือประโยค
อื่นๆ ต่อไป หลังจากนั้น ผู้เรียนฝึกการพูดบทสนทนาในกลุ่มใหญ่ก่อนและตามด้วยการฝึกในกลุ่ม
ย่อย (Krashen, 1987 : 130) ขั้นตอนต่อไปผู้เรียนฝึก drills โดยใช้ไวยากรณ์ให้ถูกต้องตามบท
สนทนา เช่น การตั้งประโยคคำถามที่สุภาพ เป็นต้น การฝึก drills ซ้ำๆ นี้จะช่วยผู้เรียนให้สามารถนำ
คำศัพท์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับโครงสร้างไวยากรณ์ที่เรียนได้ในสถานการณ์ต่างๆ เนื่องจากภาษา
เป็นเรื่องของนิสัยซึ่งเกิดจากการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซ้ำซาก
 
ตัวอย่างการฝึกแบบ drills
 1.
ผู้สอนWhat language do you think it is?
ผู้เรียนIt is Spanish. (ใช้เทปเพลงภาษาสเปนทาย)
ผู้สอนWhat language do you think it is?
ผู้เรียนIt is Thai (ใช้เทปเพลงภาษาไทยทาย)
ผู้สอนWhat language do you think it is?
ผู้เรียนIt sounds like Japanese. (ใช้เทปเพลงภาษาญี่ปุ่นทาย)
ผู้สอนWhat language do you think it is?
ผู้เรียนIt sounds like Chinese. (ใช้เทปเพลงภาษาจีนทาย)
 2.
ผู้สอนWhat language do people speak in Brazil?
ผู้เรียนWhat language do people speak in Brazil? พูดซ้ำตาม
ผู้สอนGermany
ผู้เรียนWhat language do people speak in Germany?
ผู้สอนKorea
ผู้เรียนWhat language do people speak in Korea?
 

วิธีดำเนินการวิจัย

 
 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบทักษะการฟังและการพูด Pre-test,
Post-test, Formative และ Summative รวมทั้งแบบสอบถามเจตคติ  สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ
Dependent– Samples, t-test และวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้โดยการใช้  SPSS Package หา
ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนอธิบายผลการวิจัย
 

ก่อนการทดลอง

 
 1.      เตรียมแผนการสอนและสื่อการสอนรายวิชา 300303 ภาษาอังกฤษ 2 (ทักษะการฟังและการพูด)โดยการใช้กลวิธีการสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม
 2.      นำแผนการสอนและสื่อการสอนที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข
 3.      จัดสอบสมิทธิภาพทั่วไป ด้านทักษะการฟังและการพูดในรายวิชา 300303 ภาษาอังกฤษ ด้วยข้อสอบ Pre-test
 4.      ประเมินสมิทธิภาพทั่วไปด้านทักษะการฟังและการพูดของนักศึกษาจากคะแนนสอบ Pre-test
 

ระหว่างการทดลอง

 
 5.      สอนตามแผนการสอนและสื่อการสอนรายวิชา 300303 ภาษาอังกฤษ 2  ที่สร้างขึ้น
 6.      จัดสอบแบบทดสอบทักษะการฟังและการพูด Formative และ Summative เพื่อเก็บคะแนนรวมของนักศึกษา
 

หลังจากทดลอง

 
 7.      จัดสอบสัมฤทธิ์ผลด้านทักษะการฟังและการพูดใน รายวิชา 300303  ภาษาอังกฤษ 2   ด้วยข้อสอบ Post-test
 8.      ประเมินผลการใช้กลวิธีการสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม ต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนรายวิชา 300303  ภาษาอังกฤษ 2
 9.      ประเมินผลเจตคติของนักศึกษาที่มีต่อการเรียน รายวิชา 300303  ภาษาอังกฤษ 2
 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 
 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เป็นไปตามสมมุติฐานดังต่อไปนี้
 1.  การใช้กลวิธีการสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม มีผลต่อการเรียนทักษะการ
ฟังและการพูดของนักศึกษาชั้นปีที่ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ในรายวิชา 300303 ภาษาอังกฤษ 2
อย่างมีนัยสำคัญ  เนื่องจากผลการสอบ Pre-test และ Post-test มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
(p=0.05) โดยคะแนนผลการสอบ Post-test มากกว่า คะแนนผลการสอบ Pre-test
 วิธีการสอนดังกล่าวมีผลต่อทักษะการฟังและการพูดของนักศึกษาซึ่งทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจาก
ักการที่ว่านักศึกษาเริ่มมีความมั่นใจและแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ภาษาด้วยระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม
อุปกรณ์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการภาษา เช่นเดียวกับการที่ผู้สอนพูดให้กำลังใจนักศึกษาเพื่อเป็นแรง
กระตุ้นให้เรียนภาษา  นอกจากนี้ นักศึกษายังได้รับการฝึกฝนทักษะการฟังและการพูดจากแผ่นซีดี
แทนเทปคาสเซ็ท และฝึกฝนทักษะการพูดแบบ drills และจากบทสนทนาหลาย ๆ ครั้ง จาก
สถานการณ์จำลองต่างๆ ซึ่งจัดเป็นคู่และเป็นกลุ่มทุกครั้งที่นักศึกษาพยายามฝึกพูด และออกเสียง
นักศึกษาจะได้รับคำชม เช่น เยี่ยมมาก ดีมาก เป็นต้น ซึ่งช่วยให้นักศึกษาเหล่านี้มีความกล้าที่จะพูด
ภาษาอังกฤษและช่วยพัฒนาทักษะการใช้ภาษาของนักศึกษาเอง
 2.  นักศึกษาชั้นปีที่ ของมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์มีเจคคติที่ดีต่อการเรียนทักษะการฟัง
และการพูดในรายวิชา 300303 ภาษาอังกฤษ โดยการใช้กลวิธีการสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟัง
แล้ว-ว่าตาม  เนื่องจากค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.51 – 4.50 แสดงว่านักศึกษาเหล่านี้ชื่นชอบแนวการสอน
ดังกล่าวตามรายละเอียดต่อไปนี้
 
2.1  วิธีการสอน(ค่าเฉลี่ย = 4.04)
2.2  อุปกรณ์การสอน(ค่าเฉลี่ย = 4.40)
2.3  ความเป็นกันเองระหว่างอาจารย์และนักศึกษา(ค่าเฉลี่ย = 4.43)
2.4  ความก้าวหน้าของการฟัง(ค่าเฉลี่ย = 3.38)
2.5  ความก้าวหน้าของการพูด(ค่าเฉลี่ย = 3.87)
2.6  ความประทับใจโดยรวม(ค่าเฉลี่ย = 4.34)
 
 นักศึกษายังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้สอน ดังนี้
 1.      มีวิธีการสอนที่น่าเรียน สำเนียงเพราะ
 2.      ใจดี และเป็นมิตร
 3.      สอนดีช่วยให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นที่จะเรียน
 4.      ควรจะเพิ่มเวลาให้นักศึกษาได้เข้าห้องปฏิบัติการภาษาในแต่ละสัปดาห์
 5.      ผู้สอนให้คำแนะนำได้ดีถึงแม้จะพูดเร็วไปบ้าง
 6.      บรรยากาศภายในชั้นเรียนไม่ตึงเครียด เป็นกันเองช่วยให้นักศึกษามีความตั้งใจมากขึ้น
 นอกจากนอกจากนี้นักศึกษายังระบุอีกว่า
 1.      บางครั้งรู้สึกอึดอัดเมื่อรู้สึกว่าตนไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
 2.      รู้สึกสนุกกับการเรียนการสอน
 3.      บางครั้งรู้สึกประหม่าที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนนักศึกษาในชั้นเรียน
 4.      สามารถฝึกพูดและเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเดิม
 5.      บางครั้งก็ไม่เข้าใจในบทเรียน
 6.      ชอบอาจารย์ และภาษาอังกฤษมากกว่าเดิม
 7.      ชอบที่จะฟังภาษาจากแผ่นซีดี และเวลาที่อาจารย์ออกเสียง
 
 สิ่งเหล่านี้อาจเกิดจากช่วงที่อยู่ในชั้นเรียน นักศึกษาได้รับกำลังใจจากผู้สอนไม่ว่าจะเป็นคำ
ชมเล็กๆ น้อยๆ ขณะที่นักศึกษาได้พยายามฝึกพูด การให้กำลังใจดังกล่าวนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสิ่ง
หนึ่ง เพราะการให้กำลังใจเหมือนเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความกระตือรือร้น ซึ่งกลายเป็นส่วน
อุปกรณ์การสอน และแน่นอนต่อการเรียนภาษาอังกฤษด้วย ในที่สุดนักศึกษาจะรู้สึกสนุกที่จะมีส่วน
ร่วมในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับผลการทำวิจัยของผู้วิจัยอื่นๆ (Gardner & Lambert, 1972;
Simon, Howe & Kirschenbaum, 1972; Brown & Dubin, 1975; Moskowitz, 1978; Gayle,
1981; Richard-Amato, 1988; Wen, 1997) ในหัวข้อที่เกี่ยวกับเจตคติและแรงจูงใจของการเรียน
ภาษาต่างประเทศหรือภาษาที่สองว่า เจตคติและแรงจูงใจด้านบวกมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์การ
เรียนภาษาต่างประเทศหรือภาษาที่สอง
 
 นอกจากนี้ อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลการเรียนทักษะการฟังและการพูด ตามแนวทาง
ระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม ซึ่ง Richard-Amato (1988 : 54-55) กล่าวไว้ว่า เจตคติได้รับการพัฒนา
จากประสบการณ์ที่ได้สะสมมาทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งการรับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม
รอบตัว เช่น พ่อแม่ ครู อาจารย์ เพื่อน (ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากหรือแม้กระทั่งสภาพบรรยากาศภายใน
ชั้นเรียน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะมีอิทธิพลต่อการรับรู้ภาษา เนื่องจากการประเมินค่าตนเองที่
สูงย่อมสร้างความมั่นใจในตนเองได้สูงเช่นเดียวกันซึ่งมีระดับที่แตกต่างกันออกไปอาจเป็นเพราะ
สถานการณ์ หรือบทบาทที่แต่ละคนมีก็เป็นได้ (Hedye, 1997; Oller,Hudson & Liu, 1977)
 
ข้อเสนอแนะ
 
 สำหรับนักวิจัยที่สนใจการทำวิจัยเกี่ยวกับทักษะการฟังและการพูดและได้สังเกตเห็นว่า
นักเรียนหรือนักศึกษาของตน มีความประหม่า และกลัวที่จะพูดภาษาต่างประเทศที่ตนกำลังเรียนอยู่
เพราะเกรงว่าอาจจะพูดผิดจึงทำให้นักศึกษาไม่สามารถเรียนภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผล
การเรียนในระดับที่ไม่น่าพอใจควรนำกลวิธีการสอนตามแนวทางระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตามมาใช้
และเพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างให้มากขึ้น หรือศึกษาการเปรียบเทียบแนวการสอนระหว่างระเบียบวิธี
ฟังแล้ว-ว่าตาม กับแนวการสอนอื่นๆ เช่น กลวิธีการสอนแบบธรรมชาติ (The Natural Approach)
หรือกลวิธีการสอนแบบสื่อสาร (The Communicative Approach) หรือกลวิธีการสอนแบบสื่อสาร
(The Communicative Approach) เป็นต้น ถึงแม้ว่าระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตาม จะเป็นวิธีการสอนที่
มีมานานกว่าแนวการสอนแบบสื่อสาร แต่ระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตามก็ยังคงมีประสิทธิภาพและ
เหมาะต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย เนื่องจากเหตุผล
ดังต่อไปนี้ (Phinit-Akson, 2002; 12-14)
 
ระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตามกลวิธีการสอนแบบสื่อสาร
เน้นโครงสร้างและรูปแบบเน้นความหมาย
เน้นการเลียนแบบและท่องจำโครงสร้างและรูปแบบจากบทสนทนา  ความสามารถในการเข้าใจทางภาษาศาสตร์ และความถูกต้องเน้นความสามารถในการเข้าใจภาษาและใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ไม่ใช่การท่องจำ
เป็นการเรียนภาษาที่เกี่ยวกับโครงสร้าง และเสียงที่ได้ยินเป็นการเรียนภาษาไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับภาษา
เน้นการฝึกภาษาซ้ำไปซ้ำมา ให้เกิดความเคยชินเป้าหมายคือการสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล
เน้นการออกเสียงอย่างที่เจ้าของภาษาพูดเน้นความเข้าใจ
การเรียนรู้ภาษาจะได้ผลมากที่สุดจากการฝึกภาษาตามกระสวน (patterns) การสอนต่างๆการเรียนรู้ภาษาจะได้ผลมากที่สุดจากประสบการณ์ในการใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆ
ผู้สอนคอยดูแลและควบคุมการเรียนการสอนไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆไปจากแนวการสอนผู้สอนคอยให้ความช่วยเหลือเพื่อจูงใจผู้เรียนให้อยากเรียนภาษา
 
 จากองค์ประกอบดังกล่าว นักเรียน นักศึกษาไทยที่เรียนภาษาอังกฤษด้วยระเบียบวิธีฟัง
แล้ว-ว่าตามจะมีความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องรวมทั้งการออกเสียงและการสร้างคำ
ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการฝึกทักษะการอ่านและการเขียนลำดับต่อไป ระเบียบวิธีฟังแล้ว-ว่าตามนี้
เหมาะสมกับนักศึกษาไทยที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ค่อยมีโอกาสฝึก
ภาษาอังกฤษและเรียนรู้ภาษาไปในตัวโดยการสนทนากับผู้อื่น หรือชาวต่างชาติในสภาพแวดล้อม
นอกห้องเรียนเพราะในแต่ละวันภาษาที่ใช้ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือแม้แต่ตามสถานที่ต่างๆ จะเป็น
ภาษาไทยเท่านั้น ด้วยสาเหตุนี้ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือในการเรียนภาษาอังกฤษอย่าง
เหมาะสมและเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของไวยากรณ์ คำศัพท์ การสอนเพื่อจุดมุ่งหมายด้านเจต
คติ (Affective domain) ควบคู่กับแนวการสอนเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อช่วยผู้เรียนให้มีความสามารถเข้าใจ
และใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการเรียนภาษาแบบหยุดอยู่กับ
ที่ (Language fossilization) หรือแม้กระทั่งการใช้ภาษาไม่ถูกต้องตามสถานการณ์
 ในทางตรงกันข้าม กลวิธีการสอนแบบสื่อสารเป็นวิธีที่เหมาะสมกับการสอนผู้เรียนที่อยู่ใน
สภาพแวดล้อม หรือสังคมที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารระหว่างกันในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป้าหมาย
หลักของกลวิธีการสอนแบบสื่อสารนี้คือการเข้าใจ การเรียนรู้  และการใช้ภาษาสื่อสารอย่างมี
ประสิทธิภาพจากประสบการณ์ในการใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆ ด้วยเหตุนี้ คนไทยจึงจำเป็นต้อง
เรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการที่เหมาะสมและเป็นระบบ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องพึ่งสภาพแวดล้อม
เพื่อนำเครื่องมือที่ได้เรียนในห้องเรียนมาฝึกฝนในชีวิตประจำวันและใช้สื่อสารได้อย่างถูกต้อง
 กลวิธีการสอนแบบธรรมชาติได้รับการพัฒนาขึ้นโดย Krashen และ Terrell (1983) และจาก
ประสบการณ์ในการใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้เลียนแบบมาจากการเรียนรู้
ภาษาตามธรรมชาติของเด็กสำหรับการเรียนภาษาแม่ (Mother tongue) หรือภาษาแรก (First
language) ของตัวเด็กเอง โดยเริ่มจากช่วงเวลาเงียบ (Silent Period) เป็นช่วงที่เด็กเริ่มเรียนรู้โดย
การฟังอย่างเดียวก่อน ซึ่งเด็กยังไม่สามารถพูดได้จะมีเพียงแต่การพูดอ้อแอ้เป็นปฏิกิริยาตอบโต้
ระหว่างเด็กกับผู้เลี้ยง หลังจากนั้นเด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ภาษาโดยเริ่มพัฒนาจากคำ เป็นกลุ่มคำ และ
เป็นประโยค ทั้งนี้เด็กจะได้รับการแก้ไขการพูดถ้าพูดไม่ถูกต้องจากพ่อแม่ หรือคนรอบข้าง ด้วยเหตุนี้
กลวิธีการสอนแบบธรรมชาติ จึงให้ความสำคัญกับความเข้าใจ (Comprehension) เป็นลำดับแรกที่
ต้องมาก่อนการพูด (Oral production) กล่าวคือเน้นทักษะการฟังโดยฟังให้เข้าใจก่อนแล้วการพูดจึง
ค่อยตามมาทีหลังซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความสามารถในการใช้ภาษา และสุดท้ายคือเป้าหมายใน
การสื่อสาร ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวิธีการสอนแบบนี้ผู้สอนต้องใช้ระยะเวลาเตรียมตัวการสอนแต่
ละบทเรียนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้ง่ายและไม่น่าเบื่อ แต่เป็นที่สนใจของผู้เรียน และเมื่อถึง
ช่วงเวลาที่ผู้เรียนควรพูดภาษาได้แล้วผู้สอนต้องคอยแก้ไขข้อผิดพลาดให้ ในขณะเดียวกันผู้เรียนก็
ต้องใช้เวลาในการเรียนเพื่อให้ผ่านขั้นตอนการฟังให้เข้าใจก่อน แนวการสอนตามวิธีธรรมชาตินี้จึง
เหมาะสมอย่างยิ่งกับนักเรียนหรือนักศึกษาไทยที่ศึกษาภาษาอังกฤษนอกเวลาเรียนตามโรงเรียน
สอนภาษา หรือสถาบันสอนภาษาในช่วงเวลาพิเศษมากกว่าจะนำมาใช้สอนในห้องเรียนปกติใน
โรงเรียนระดับประถมและมัธยม หรือในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
 อย่างไรก็ตาม กลวิธีการสอนแบบธรรมชาติ และกลวิธีการสอนแบบสื่อสารเป็นวิธีที่
เหมาะสมมากที่สุดสำหรับชาวต่างประเทศที่ต้องการเรียนภาษาไทยในประเทศไทย เนื่องจาก
สภาพแวดล้อมในการเรียนภาษาเอื้ออำนวยต่อการเรียนเป็นอย่างยิ่ง
 
เอกสารอ้างอิง
 
ธัญญรัตน์     ปาณะกุล . (2548). LI381 ภาษาศาสตร์ประยุกต์สำหรับการสอนภาษาอังกฤษหจก.
 คุณพิณ    อักษรกิจฝ่ายตำราและอุปกรณ์การศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง.
รสสุคนธ์    ศรีวรขาน  และคณะ. (2544). การสำรวจความต้องการของผู้สอนภาษาอังกฤษและนิสิต/
 นักศึกษาในการศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์.
Brown, D.H. (2000). Principles of Language Learning and Teaching, Addison Wesley
 Longman,Inc.  Celec-Murcia, Marinanne. (1991). Teaching English as a Second or Foreign Language. Second Edition, NewburyHouse: A Division of HarperCollins Publishers.
Cook, Vivian. (1991). Second Language Learning and Language Teahing. Edward Arnold: A
 Division of Hodder & Stoughton
Estrada, Beatrice & Streiff, Paul. (2002). Good Pronunciation and Daily Log for Teaching English
 as a Second Language Using the Audio-Lingual Method. Arizona State Dept. of Public Instruction, Phoenix.
Gardner, R.C., & Lambert, W. (1972). Attitudes and Motivation in Second Language Learning.
 Rowley, M.A. : Newbury House.
Harmer, Jeremy. (2001). The Practice of English Language Teaching: Third Edition, Completely
 Revised and Updated, Pearson Education Limited.
Jay. Charles D. (1996). A Glance at Linguistic-Its Relevance to the Auido-Lingual Method in the
 Teaching of Foreign Languages. Illinois Journal of Education, Volume 57, Number 6.
Krashen, Stephen. (1987). Principles and Practices in Second Language Acquisition, Prentice-
 Hall International Ltd.
Krashen, Stephen, and Terrel, Tracy. (1983). The Natural Approach: Language Acquisition in
 the Classroom. San Francisco: Pergamon, Nemany.
Moskowitz, G. (1981). Effects of Humanistic Techniques on Attitude, Cohesiveness, and Self-
 concept on Foreign Language Students. Modern Language Journal.
Phinit-Akson, Vinit. (2002). Communicative Language Teaching: A Viable Approach to Teaching
 Viable Approach to Teaching EFL/ESL in a Global Setting. DPU Language Journal (Vol. 1. No.1.  Semester 2).
Quilter, Daniel. (2002). Do’s and Don’t’s of Audio-Lingual Teaching. New York: Xerox Corp.
Richard-Amato, Patricia. (1988). Making It Happen: Interaction in the Second Language
 Classroom from Theory to Practice, New York: Longman.
Sutadarat, Suntana. (2000). Dynamic English Levels 1, 2 and 3. Multimedia Makers Company.
Wen, Xiaohong. (1997). Motivation and Language Learning with Students of Chinese. Foreign
 Language Annuals. (Vol. 30.)
Wu, Chen. (1991). A Meta-Analysis of Intensive Audio-Lingual Language Programs: Implications
 for English as a Foreign Language Instruction in China. Dissertation Abstract International: University of San Francisco.
Comments